กฎหมายแรงงานใหม่ เพิ่มสิทธิอะไรบ้างให้แก่ลูกจ้าง

ในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้หญิงที่เป็นลูกจ้างมักจะได้รับสิทธิลาคลอดเป็นเวลานาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศเหล่านั้นให้ความสำคัญกับบทบาทของมารดาในการเลี้ยงดูบุตรในช่วงแรกของชีวิต การลาคลอดไม่ใช่เพียงสิทธิที่ช่วยให้มารดาได้พักฟื้นร่างกาย แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่มีค่าต่อการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก นอกจากนี้ การเลี้ยงดูบุตรก็ไม่ได้เป็นหน้าที่ของมารดาเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังรวมถึงคู่สมรสที่ควรมีส่วนร่วมในการดูแลและอบรมบุตรด้วย

สำหรับประเทศไทย การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิลาคลอดและการเลี้ยงดูบุตร ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของครอบครัวไทย และสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยเริ่มให้ความสำคัญกับบทบาทของทั้งพ่อและแม่ในการดูแลลูกอย่างเท่าเทียม ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเดิมให้ทันต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับสิทธิของแรงงานทั้งในภาครัฐและเอกชนให้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น

ในส่วนขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) กำหนดไว้ว่า ในการทำงานนายจ้างทั่วโลกจะต้องให้สิทธิหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรครรภ์หนึ่ง ลาคลอดได้ขั้นต่ำ จำนวน 14 สัปดาห์ (98 วัน) แต่เห็นควรสนับสนุนให้มีระยะเวลาลาคลอดที่เหมาะสม คือ อย่างน้อยจำนวน 18 สัปดาห์ (126 วัน)

กฎหมายฉบับใหม่จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 7 ธันวาคม 2568 โดยสาระสำคัญของการแก้ไขหรือเพิ่มเติมกฎหมาย คือ

blank

เมื่อบุตรคลอดแล้ว อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายรูปแบบ เช่น พบความผิดปกติทางร่างกายของทารกซึ่งในขณะตั้งครรภ์อาจตรวจไม่พบ ดังนั้นในมาตรา 41 วรรค 4 กฎหมายจึงระบุว่าให้ลูกจ้างหญิงสามารถลาต่อเนื่องเพิ่มได้อีกไม่เกิน 15 วัน โดยการลาของมาตรานี้สามารถรับเงินค่าจ้างครึ่งหนึ่ง(50 %) ของค่าจ้าง

หากมารดาเลี้ยงดูทารกเพียงคนเดียว อาจทำให้การเลี้ยงดูประสิทธิภาพต่ำเนื่องจากมีภาวะหลังคลอด การมีคู่สมรสช่วยดูแลบุตรนอกจากจะเป็นการแบ่งเบาการเลี้ยงดูบุตรของมารดาแล้ว ยังเพิ่มประสิทธิภาพสังคมครอบครัว เนื่องด้วยการดูแลบุตรตั้งแต่เป็นทารกจะช่วยสร้างสัมพันธ์ครอบครัวได้ดีขึ้น ดังนั้นกฎหมายจึงเพิ่มให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตรได้ไม่เกิน 15 วัน แต่ต้องใช้สิทธิก่อนหรือในวันที่ลาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่คลอดบุตร และภายใน 15 วันที่ลาตามสิทธินั้นยังได้รับเงินค่าจ้างเต็มจำนวน ตามมารา 41/1

เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานเดิมไม่ได้มีการคุ้มครองถึงลูกจ้างเหมาบริการของภาครัฐ บางกรณีลูกจ้างเหมาบริการของภาครัฐไม่สามารถลาได้ รวมไปถึงไม่ได้รับค่าตอบแทนนอกเวลาราชการอีกด้วย ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม แต่ในปัจจุบัน กฎหมายคุ้มครองแรงงานได้มีการแก้ไขให้ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด ได้ว่าจ้างบุคคลธรรมดาในลักษณะ “จ้างเหมาบริการ” ลูกจ้างกลุ่มนี้จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป และหากเกิดข้อพิพาทระหว่างลูกจ้างกับหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง ให้ข้อพิพาทนั้นอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงาน ดังนั้นกฎหมายได้ขยายความคุ้มครองถึงลูกจ้างเหมาบริการของภาครัฐ เป็นผลให้ลูกจ้างเหมาบริการได้รับเป็นธรรมแล้ว ตามมาตรา 4/1

องค์กรหรือนายจ้างที่มีลูกจ้างเกิน 10 คนขึ้นไป ให้ยื่นแบบหรือรายงานแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงานต่ออธิบดี ภายในมกราคมของปีถัดไป เพื่อให้ทราบถึงสภาพการจ้างงานในองค์กรว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพื่อเป็นการคุ้มครองแรงงานและเป็นการอำนวยความสะดวกแก่พนักงานตรวจแรงงาน ตามมาตรา 115/1

blank

การปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากกฎหมายฉบับเดิมได้ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 ซึ่งผ่านมาแล้ว 27 ปี ทำให้กฎหมายบางมาตราไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงานและสิทธิของแรงงานในยุคปัจจุบัน

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เป็นกฎหมายที่มีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองลูกจ้าง ทั้งในด้านสิทธิ สวัสดิการ และความเป็นธรรมในการทำงาน ไม่เพียงแต่ในเรื่องของค่าจ้างเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการคุ้มครองไม่ให้ลูกจ้างถูกเอาเปรียบหรือถูกละเมิดสิทธิจากนายจ้างอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายในแต่ละครั้งจึงไม่ได้มุ่งเพียงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับ “สิทธิแรงงาน” เพื่อให้แรงงานได้รับการปฏิบัติอย่างเคารพในคุณค่าความเป็นมนุษย์ และคำนึงถึงความหลากหลายทางสังคมอย่างเป็นธรรม

อ้างถึง : พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 , International Labour Organization (ILO)

ผู้เขียน : พัชริญา (ที่ปรึกษาทางกฎหมาย)

สามารถปรึกษาและติดต่อเพิ่มเติมได้ที่บริการ สำนักกฎหมายเนติศิลป์จำกัด (คลิกที่นี้)

แชร์ :

บทความที่เกี่ยวข้อง