“ผู้เสียหายในคดีอาญา” คือ ทุกคนที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดซึ่งกฎหมายสามารถใช้สิทธิร้องทุกข์ได้
แต่ถ้าถ้าผู้ที่ได้รับความเสียหายนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดด้วย เขาจะยังถือเป็นผู้เสียหายได้หรือไม่ คำถามเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นสำคัญในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เพราะการกำหนดสถานะ “ผู้เสียหาย” มีผลโดยตรงต่อสิทธิในการดำเนินคดี บทความนี้จึงจะอธิบายหลักเกณฑ์การพิจารณาว่าบุคคลใดเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา พร้อมแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจการตีความในทางปฏิบัติได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4)
ใครถือว่าเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา
1. มีการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่งเกิดขึ้น
ต้องมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นเสียก่อน โดยการจะดูว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นหรือไม่นั้นจะต้องดูว่าการกระทำความผิดนั้นครบองค์ประกอบตามกฎหมายอาญาหรือไม่
2. มีสภาพเป็นบุคคลในขณะที่ความผิดเกิดขึ้น
ความเป็นสภาพบุคคลนี้ให้รวมถึงการเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามกฎหมาย
3. บุคคลนั้นได้รับความเสียหาย
เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดทางอาญาและสามารถใช้สิทธิร้องทุกข์ได้
4.ต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
ตามหลักกฎหมายทั่วไปผู้มาศาลจะต้องมาด้วยมือบริสุทธิ์ คือ ต้องไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ไม่ได้เป็นคนก่อให้เกิดการกระทำความผิด หรือยินยอมให้มีการกระทำความผิด
ตัวอย่างเช่น
โจทก์ร่วมเป็นนายทุนปล่อยเงินกู้ โดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์ที่เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายอันเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ขณะเกิดเหตุ ไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมหรือไม่ก็ตาม ถือได้ว่าโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่อาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และไม่มีสิทธิร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 2(4) พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา 121 และมาตรา 120 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ( ฎีกาที่ 7869/2560 )
สามารถปรึกษาและติดต่อเพิ่มเติมได้ที่บริการ สำนักกฎหมายเนติศิลป์จำกัด (คลิกที่นี้)
ผู้เขียน : ทนายเอิร์ธ
